>> Dangerous Films <<
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่บล็อกใหม่
ของผมนะครับ เหตุที่เปลี่ยนบล็อกก็
ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่เบื่อชื่อเก่า
เท่านั้นเอง ^^' เป็นยังไงกันบ้างครับ ?
ไม่เจอกันซะนานเลยนะ ^^ ด้วยว่างาน
เยอะครับ มีเหตุให้อัพบล็อกไม่ได้ แอบ
เซ็งอยู่เล็กน้อยพอประมาณ แต่วันนี้....
ไม่ไหวแล้ว มีเรื่องอยากอัพมาก ๆ เลย
ขอเล่าที่มาพอสังเขปหน่อยแล้วกันครับ
คือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากผมได้
ไป เล็ก ชิ้น สด ฟูตองมา แล้ว ผมก็ไป
นั่งกินข้าวต่อกับพี่กบ (Factory @ บอร์ด
เฮ้าส์) เจ๊(ชะ)เอม... (ProdigyAIM) พี่ยุรี
(Silent_sign) และพี่นุ่น เพื่อนพี่ยุรี @ ...
housecafe ครับ (รู้สึกจะขยายความมาก
เกินไปหน่อย - -") เอาเป็นว่าวันนั้นแหละ
ผมได้ไปปล้นหนังสือเล่มหนึ่งมาจากพี่กบ
ขาดสารอาหาร (ที่จริงแล้วพี่แกควักออกมา
ให้ดู เสร็จแล้วผมก็เลยจัดแจงยึดเสร็จสรรพ)
หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า... "หนังอันตราย" ครับ
เอามาตั้งแต่วันเสาร์ เพิ่งได้อ่านวันนี้ล่ะ - -"
เนื้อหาในหนังสือพูดถึงหนังที่เข้าข่าย อันตราย
ไม่ว่าจะเป็นความโหดร้ายทารุณของภาพที่สื่อ
ออกมา หรือแม้กระทั่งมุมมอง แง่คิดของหนัง
เสียดสีสังคมที่เสื่อมโทรม และรวมไปถึงเรื่อง
ศาสนา ผมจะลิสต์รายชื่อหนัง เผื่อใครที่ยังไม่
เคยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ หรือใครที่สนใจจะหา
ข้อมูล หรือหาหนังมาดูให้สยองเล่นนะครับ...
- All Night Long (1992/1995/1996) ; Katsuya Matsumura
- Bully (2001) ; Larry Clark
- Battle Royal (2000) ; Kinji Fukasaku
- Baise-Moi (2000) ; Coralie Trinh Thi ,
Virginie Despentes
- Brother Sun , Sister Moon (1972) ; Franco Zeffirelli
- Funny Games (1997) ; Michael Haneke
- Le Destin (1997) ; Youssef Chahine
- Henry : Portrait of a Serial Killer (1986) ;
John McNaughton
- Salo (1975) ; Pier Paolo Pasolini
- Visitor Q (2001) ; Takashi Miike
แค่เห็นชื่อหนัง ก็คงจะสยดสยองพอสำหรับ
ใครบางคนแล้วนะครับ จริง ๆ แล้วผมไม่
ต้องการจะเขียนวิจารณ์หนังเหล่านั้นหรอก
เพราะในหนังสือเล่มนี้ได้เขียนวิจารณ์พร้อม
ให้ข้อมูลไว้แล้ว แล้วผมเองก็ยังไม่ได้ดูหนัง
พวกนั้นเลยซักเรื่องเดียว ที่ผมอยากเขียนคือ..
ความรู้สึกที่ว่า ทนไม่ไหว จนต้องมาอัพบล็อก
เนี่ยแหละครับ หนังสือเล่มนี้เป็นวิทยาทานให้
ผมมาก ๆ และส่งผลต่อความรู้สึกของผมอย่าง
ยิ่งยวด ในหนังสือได้บอกรายละเอียดของตัวหนัง
และดีกรีความอันตราย คือ การจัดเรต แต่นั่นก็
ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ความ แรง ของหนังเสียทีเดียว
หนังบางเรื่องถึงกับไม่ได้ฉาย ถูกแบน และได้
ชื่อว่าเป็น หนังต้องห้าม ไปเลย คุณคิดดู ว่า...
อันตรายขนาดไหน ? ขณะที่ผมได้สัมผัสตัวหนัง
ผ่านบทวิจารณ์และข้อมูลนั้น ๆ ผมรู้สึกตัวเลยว่า
ผมอินกับมัน หนังหลาย ๆ เรื่องในหนังสือมีลักษณะ
คล้ายคลึงกันด้านความรุนแรง แต่ว่าบางเรื่องก็เป็น
ปรัชญาชีวิต แต่ทุก ๆ เรื่องมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ...
"เสียดสีสังคม มุมมองแรง ๆ" และที่ผมคิดว่าเป็น
หัวใจหลักของหนังเหล่านั้นก็คือ สังคมที่เน่าเฟะ
และเสื่อมโทรมเกินกว่าจะเยียวยา (ขอยกเว้นหนัง
บางเรื่องที่ไม่ได้มุ่งเน้นประเด็นนี้อย่างเด่นชัดนะ)
คุณ หรือ ใคร หรือแม้กระทั่งผม อาจจะไม่คิดว่า
สิ่งโหดร้าย อุบาทว์ สามานย์ขนาดนั้นจะมีอยู่ในโลก
จริง แม้สิ่งที่ลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกวันนี้จะโหด
ร้ายทารุณจนทำให้โลกนี้ผิดรูปทรงไปบ้าง แต่คุณ
ก็ยังได้พบกับสิ่งสวยงามใช่มั้ย ? แต่จริง ๆ แล้ว...
ใครเลยจะรู้ว่า ในหลืบเล็ก ๆ ของดาวเคราะห์สี
น้ำเงินดวงนี้ ยังมีสิ่งต่ำทราม ชั่วช้า สารเลวอยู่
อีกมากมายหลายล้านหลืบ มันทำให้ผมยอมรับว่า
"โลกนี้มันเละเทะเข้าไปทุกที" ก่อนจะได้ดูหนัง
พวกนั้นเสียด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมอยากดู
หนังเหล่านี้มาก ๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง...
ความน่ากลัว และความอันตรายของตัวหนังกลับ
ทำให้ผมประหวั่นพรั่นพรึงไปเสียก่อนที่จะได้ดู
มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความมืดที่คาดเดาอะไรไม่ได้
มันน่าวิตกยิ่งกว่าซอกหลืบเล็ก ๆ ที่น่าอึดอัด...
หรือว่าอันที่จริง... ผมยังรับไม่ได้และใจไม่แข็ง
แรงพอที่จะรับรู้เรื่องราวพวกนี้ ตัวหนังไม่ได้
สร้างความบันเทิง แต่มันฉุดกระชากและกดหัว
ให้คนดูได้รับรู้กับ ความจริง ที่ไม่ได้รับการเปิด
เผยเหล่านั้นอย่างกระอักกระอ่วนและอึดอัด
จริง ๆ แล้วผมอาจจะอินมากเกินไปจนดูหลอน ๆ
ในตอนที่อ่านจบ แต่ในตอนนั้น... หัวสมองผมมัน
เริ่มวางแผนที่จะเช่าหนังแต่ละเรื่องไว้ในหัวแล้วล่ะ...
