- Wonder Land -
แผ่นหนังบางเบาที่ครอบคลุมดวงตาค่อย ๆ เปิดออก พลางกระพริบถี่อย่างเคยชิน แม้จะไร้แสงระคายเคืองตา มีแต่ความมืดมิด ยังคงเป็นสีดำทะมึนไปรอบด้าน หญิงสาวลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว พลันหันรีหันขวาง เธอไม่แน่ใจว่าไม่มีวัตถุให้แสงตกกระทบหรือไม่มีแสงที่จะไปตกกระทบกับวัตถุกันแน่ ในความมืดนี้ไม่อาจคาดเดา เธอจึงหลับตาลงอีกครั้งเพราะรู้สึกว่าสามารถมองเห็นได้มากกว่าลืมตา มือทั้งสองข้างยื่นออกไปสัมผัสสิ่งแวดล้อม ...อย่างน้อยเธอก็รู้ได้ว่าน่าจะอยู่บนเตียง เธอยกมือขึ้นเหนือกว่าเดิมเล็กน้อยและป่ายไปสะเปะสะปะ ทำเช่นนั้นอยู่นาน แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศธาตุ เธอเลิกล้มความตั้งใจ ดึงมือกลับมาที่เดิมและเอนกายลงนอนเหมือนเดิม เมื่อได้นิ่งคิด เธอก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง
"นี่... มีใครอยู่บ้างไหม!! ที่นี่ที่ไหน!!"
เสียงของเธอสะท้อนก้องกังวาล ลมหายใจพวยพุ่งท่ามกลางความมืด เธอหอบหายใจเล็กน้อยเนื่องด้วยใช้แรงในการตะโกนมากไป อย่างน้อยเธอก็ได้รู้อีกอย่างว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ห้อง ไม่น่าจะกว้างมากนัก เธอรอคอยการตอบรับ รอ... และรอ จนความหงุดหงิดใจเริ่มสั่งการให้เธอตะโกนเรียกอีกครั้ง
"มี......"
"แอ๊ด..."
เสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้ามาพร้อมกับแสงไฟที่สว่างวาบโดยไม่ทันรู้ตัว เธอยกมือขึ้นปิดตาด้วยยังไม่ชินกับความสว่าง
"มีอะไรให้ช่วยหรือครับ?"
เธอได้ยินเสียงตอบรับแล้ว ซึ่งอนุมานตามโสตประสาทได้ว่านั่นเป็นเสียงของผู้ชาย อายุราว 20 ปีปลาย ๆ เป็นประโยคคำถามแต่น้ำเสียงไม่ได้หวังเอาคำตอบอย่างจริงจัง หากแต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เธออุ่นใจที่ ณ ที่นี่ยังมีมนุษย์เช่นเธอ
เมื่อดวงตาปรับสภาพได้แล้วเธอจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือมนุษย์เพศชายวัยกลางคนในชุดสีขาวเหมือนกับมนุษย์เพศหญิงวัย 20 ปีต้น ๆ ที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังของเขา เธอจ้องมองเลยลาดไหล่กว้างไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง อวัยวะที่เรียกได้ว่าปีกเป็นสีขาวโพลนดูนุ่มละมุนตา เส้นขนบางเบาพลิ้วไสวตามแรงกระพือ สิ่งนั้นสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้เธอยิ่งนัก คราแรกเธอแน่ใจว่าทั้งสองคือมนุษย์ แต่ตอนนี้สิ่งที่เห็นนั้นมันไม่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนปกติตามที่เธอเคยเห็นมา เธอยังคงจ้องมองอย่างตกใจจนในที่สุดก็รู้สึกตัวว่าเธอยังไม่ได้ตอบสนองความนึกคิดในตัวเอง
"เอ่อ... ที่นี่ที่ไหนคะ? ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ไง? ว่าแต่... คุณคือใครคะ?"
เธอโพล่งคำถามรัวเร็วอย่างใคร่รู้ หน้าตาตื่นตะหนกล่กลนเกินกว่าจะควบคุมสติ
"เอ่อ... ว่าแต่... ฉันเป็นใคร??"
โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายที่ยิ่งเพิ่มความงวยงงในตัวเอง และเป็นคำถามที่เธอต้องการคำตอบมากที่สุด ทันใดนั้น เธอรู้สึกได้ถึงเส้นประสาทที่เต้นตุบ ๆ ราวกับควบคุมตัวเองได้ นำมาซึ่งแรงกดดันในศีรษะอย่างทวีคูณ
"อ... โอ๊ย!!!" ความเจ็บปวดรุมเร้าเข้าใส่จนต้องครางออกมา มือทั้งสองยกขึ้นกุมขมับแน่นเหมือนกับจะบอกให้พอเสียที เธอแสดงสีหน้าปวดร้าวเหลือประมาณเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะฟุบลงไป...
***********************************
ไม่อาจทราบได้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่เธอก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว ไม่มีเวลาให้ปรับสภาพสายตา เธอผุดขึ้นนั่งในทันที มองสำรวจไปยังสิ่งแวดล้อม รูม่านตาขยายกว้างขึ้นด้วยความละลานตาที่อยู่ต่อหน้า ทุ่งหญ้าเขียวขจีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แซมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ หลากสีสันส่งกลิ่มหอมระรวยอวยอบ ไอหมอกโรยตัวฟุ้งกระจายรวมกับอากาศแม้แดดยังคงสาดส่อง เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอย่างสดชื่น รอยยิ้มปรีติปรากฏขึ้นบนพื้นที่อันหมองคล้ำตัดกับท้องฟ้าสีครามสว่างสดใส
สายลมเอื่อยอ่อยเข้าพัดผ่านไอเมฆให้ไม่คงที่ หญิงสาวปรายตาไปยังความหนานุ่มที่รับรู้ได้บนเรือนร่าง ปลายนิ้วสัมผัสผืนผ้าขาวสะอาดตา จับกระโปรงคลี่ออกสะบัดไปมาอย่างตื่นใจ เธอละความสนใจจากชุดที่สวมใส่เมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ขยับยุกยิกอยู่บนแผ่นหลัง เมื่อหันไปมองก็พบกับเรือนปีกขาวสว่างตากระพือไหวพยุงร่างเธออย่างมั่นคง ขนอ่อนนุ่มพลิ้วปลิวราวกับเริงระบำ ดวงตาดำขลับเบิกโตอย่างตกตะลึง มือบางเอื้อมลูบไล้ความนุ่มละมุนบนแผ่นหลัง ใบหน้าเอนเอียงพร้อมกับริมฝีปากแย้มยิ้มบ่งบอกถึงความสุขสมยิ่ง
ก่อนจะเคลิบเคลิ้มไปมากกว่านี้ เธอกลับมาสนใจมือข้างซ้ายที่กำบางอย่างอยู่ สิ่งนั้นคือแท่งไม้ขนาดเหมาะมือ ไม่ยาวมากนัก ปลายไม้มีดวงดาวทอประกายระยิบยับสวยงาม เธอยิ้มออกมาน้อย ๆ อย่างรู้ความนัยย์
"ฉันเป็นพวกเดียวกับคนพวกนั้นแล้ว!!!"
**************************************
"มีสิทธิ์หายไหมคะหมอ?"
หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้อยระโหย แววตาปวดร้าวทอดมองไปยังสาวน้อยร่างบางที่แกว่งกิ่งไม้ไปมาอย่างเริงร่า ดวงหน้ามนแฝงแววหมองเศร้าเผยรอยยิ้มละไมอย่างมีความสุข
"ผมไม่สามารถยืนยันได้หรอกครับ มันขึ้นอยู่กับตัวคนไข้เองว่าต้องการกลับมามากแค่ไหน"
คุณหมอวัยกลางคนตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
"แต่ถ้าเขาอยู่อย่างนี้แล้วมีความสุขมากกว่าก็อย่ากลับมาเลยครับ"
น้ำตาคลอรื้นอยู่เต็มสองตาจนหยดลงมาอย่างเกินจะยับยั้งเมื่อได้ฟังจบประโยค ความเห็นที่น่าจะเป็นทางออกสุดท้ายและภาพเบื้องหน้าที่คอยย้ำเตือนยิ่งทำให้ผู้เป็นแม่ปวดร้าวหัวใจยิ่ง หล่อนไม่อาจทานทนต่อความเศร้าใจได้เมื่อรู้ว่าลูกสาวคนเดียวได้จากไปแล้ว
"ดิฉันขอตัวก่อนนะคะคุณหมอ ฝากหนูแพทด้วยนะคะ"
หล่อนหันหลังหนีจากภาพนั้นด้วยเกินจะทนรับไหว ก่อนจะเอ่ยลาคุณหมอและฝากฝังลูก ดวงตาจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือก่อนจะปล่อยโฮออกมา มันคือของดูต่างหน้าลูก ร็อกเก็ตที่สาวน้อยห้อยติดตัวตลอด แม้รูปภาพที่ปรากฏอยู่ด้านในกรอบจะใช้รูปลูกสาวกับตัวเธอเองก็ตาม เธอหันกลับไปเพื่อจะมองลูกอีกครั้งแต่กลับต้องตกใจเมื่อเห็นปีกสีขาวโพลนกระพือไหวอยู่ข้างหลังคุณหมอที่ยืนยิ้มอยู่ไกล ๆ หล่อนเช็ดน้ำตาออกอย่างรวดเร็ว พลันปีกนั้นก็หายไป...
***************************************
ที่แห่งนี้เปิดรับทุกคน ที่แห่งนี้เป็นได้ทุกอย่าง เมื่อหัวใจอ่อนแอ สติอ่อนกำลัง ไม่อาจแก้ปัญหาได้ หากความจริงมันโหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว มาอยู่กับจินตนาการดีไหม? อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีทางออก มันต้องมีทางออก นี่คือทางออกทางหนึ่ง มันเป็นอีกทางที่สามารถเลือกได้ หรือ... จำยอม แล้วแต่จะเลือกเป็น แม้มันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่มันก็เป็นเพียงแค่เส้นทางหนึ่งที่เป็นไป ไม่สามารถการันตีได้ว่าดินแดนแห่งนั้นจะนำพาความสุขที่แท้จริงมาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหัวใจ ขึ้นอยู่กับเธอ...
เรื่องนี้เขียนไว้ตั้งกะอาทิตย์ที่แล้ว กว่าจะได้ฤกษ์อัพก็ยาวนานเหลือเกิน เซ็งมาก !!! เรื่องนี้มีอุปสรรค ๆ เขียนไปจนใกล้จะจบแล้ว แต่คอมเจือกรีเครื่องเอง ToT อาถรรพ์รึเปล่าวะ !? เลยต้องเขียนใหม่เลย เซ็งมาก อารมณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ชอบเวอร์ชั่นนี้เลย ชอบเวอร์ชั่นแรก ๆๆ แต่ทำไงก็เขียนได้ไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ๆๆ
เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Me... Myself ขอให้รักจงเจริญ ถึงมันจะไม่ได้มีส่วนคล้ายกับหนังเท่าไหร่ แต่เราชอบประเด็นเรื่องเสรีในการเลือกของหนัง บางทีที่ แทน (หรือธัญญ่า) พระเอกของหนังความจำเสื่อม อาจจะเป็นเพราะนั่นคือจังหวะที่เขาจะได้เลือกลืมในสิ่งที่เขาไม่อยากจำก็ได้ ลืมความเจ็บปวด ลืมความจริง ก็พูดไป๊!! มั่วซะไม่มี ^^' แต่เราเชื่อในความคิดที่ว่าไม่ควรจะทำร้ายตัวเองและไม่ควรจะทำร้ายใคร ถ้าเราเลือกที่จะเป็นแบบนี้แต่ทำให้คนที่รักเราต้องเสียใจ ก็อย่าเลยนะ ถ้าไม่ยึดติดและปล่อยวางได้ นั่นมันคงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่มีความสุข แต่ก่อนที่จะเป็นสุข มันก็คงจะยากเอาการ ก็ต้องพยายามต่อไป เป็นคนนี่หน่า (ว่าไปนั่น)
สำหรับคนที่เป็นห่วงนังอาร์ต (http://deguchinochi.exteen.com/) ก็มีข่าวดีมาบอกว่ามันยังหายใจอยู่ ไข้เลือดออกแดกแต่ไม่รุนแรง หมอยังบอกว่าทำไมไม่ค่อยมีร่องรอย คงจะเป็นเพราะความหนังหนาของมัน ส่วนเรา ตอนนี้อยู่เชียงใหม่ มาเที่ยวกับญาติ ๆ กลับกรุงเทพประมาณวันศุกร์-เสาร์นี้ แล้วเจอกันเน้อ
OST.Me Myself ขอให้รักจงเจริญ - จันทนี กุลฑลจินดา - ฟั่นเฟือน